วันศุกร์, สิงหาคม 29

มาตราการป้องกันเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก


ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases)
      โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ในรูปของพลังงานแสง พลังงานบางส่วนก็จะสะท้อนกลับออกไปนอกโลก ในสภาพของพลังงานความร้อน และพลังงานความร้อนนี้จะถูกก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ซึ่งมีอยู่ในบรรยากาศตามธรรมชาติในปริมาณที่ไม่มากนัก ดูดกลืนเอาไว้บางส่วน พลังงานความร้อนที่ก๊าซเรือนกระจกดูดกลืนเอาไว้นี้จะทำให้โลกมีความอบอุ่น และทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในโลกนี้ได้ ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  (CO2)  ก๊าซมีเธน (CH4)  ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) และก๊าซโอโซน (O3)  นอกจากนี้ ยังมีก๊าซที่ผลิตขึ้นมาใช้ในทางอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากธรรมชาติ ได้แก่ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ( Chlorofluorocarbons - CFC) ไฮโดรคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (Hydrochlorofluorocarbons - HCFCS)  ไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน (Hydrofluorocarbons - HFCS) และเพอร์ฟลูโอริเนตคาร์บอน (Perfluorinatedcarbons - PFCS)



          ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศโดยกระบวนการต่าง ๆ  เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงและการตัดไม้ทำลายป่า แต่ในขณะเดียวกันการเจริญเติบโตของต้นไม้และป่าไม้ก็ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเปลี่ยนสภาพให้เป็นมวลชีวภาพ (Biomass) กระบวนการนี้เรียกว่า การสะสมคาร์บอนหรือการกักเก็บ (Carbon Sequestration) ซึ่งถือได้ว่าเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนก๊าซมีเธนเกิดขึ้นจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาพที่ปราศจากออกซิเจน เช่น สภาพน้ำขังในนาข้าว การย่อยอาหารโดยการหมักในกระเพาะอาหาร (Enteric Fermentation) ของสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Ruminant Animals)  นอกจากนี้ การบำบัดน้ำเสีย การกลบฝังขยะ ตลอดจนพื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นแหล่งการเกิดก๊าซมีเธนได้อีก นอกจากกระบวนการทางธรรมชาติแล้ว การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนยังทำให้เกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ซึ่งถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศด้วย
        ก๊าซเรือนกระจกชนิดต่าง ๆ มีอายุ และการแผ่รังสีความร้อน (Radiative Effect) ต่าง ๆ กัน เรียกว่า ศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (Global Warming Potentials - GWPs) นิยามของ GWPs คือ ความสามารถของก๊าซเรือนกระจกใด ๆ ในการทำให้เกิดความอบอุ่นเมื่อเปรียบเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำหนักเท่ากัน เช่นเมื่อพิจารณาในช่วงอายุหนึ่งร้อยปีพบว่า ก๊าซมีเธนและก๊าซไนตรัสออกไซด์ มีค่า GWPs เท่ากับ 210  และ 310 ตามลำดับ หมายความว่า ก๊าซมีเธนจำนวนหนึ่งตัน มีศักยภาพในการกักเก็บและแผ่รังสีความร้อน เท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 21 ตัน และก๊าซไนตรัสออกไซด์จำนวนหนึ่งตัน มีศักยภาพในการกักเก็บและแผ่รังสีความร้อน เท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 310 ตัน ส่วนก๊าซอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ของมนุษย์ เช่น สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอนนั้น มีศักยภาพสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 100 ถึง 1,000 เท่า ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2523-2533 ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเธน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน และไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน ที่ถูกปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศในแต่ละปีปริมาณ 26,000 , 300 , 6 , 0.9 และ 0.1 ล้านตัน ตามลำดับแต่เมื่อพิจารณาตามค่า GWPs แล้วพบว่า สัดส่วนของการทำให้โลกร้อนขึ้นของก๊าซมีเธน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน ดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 55 , 15 , 6 และ 4 ตามลำดับ

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
        ยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ประมาณ พ.ศ. 2293-2343) บรรยากาศมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 270 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นถึง 356 ppm และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในศตวรรษหน้า เมื่อปริมาณของก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น ก็จะดูดกลืนและแผ่รังสีความร้อนเอาไว้ในโลกมากขึ้นด้วย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ภาวะโลกร้อน (Blobal Warmming) หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effects) นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลง แต่จะมีการผันแปรมากน้อยเพียงใด ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด ดังนั้นตาม IPCC (Intergovermental Panel on Climate Change) 1990 และ UNFCC (The United Nations Framework Convention on Climate Change) 1996 ได้ทำนายผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้ดังนี้
  • อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 องศาเซลเซียล ภายในปี พ.ศ. 2643 หรือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในระดับปานกลางโดยอยู่ในช่วงระหว่าง 1.5 - 3.5 องศาเซลเซียล
  • การเปลี่ยนอุณหภูมิในระดับภูมิภาคอาจจะแตกต่างไปจากค่าเฉลี่ยของโลกมาก แต่ยังไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างแน่นอนว่าแตกต่างอย่างไร
  • ระดับน้ำทะเล คาดหมายว่าจะสูงขึ้นประมาณ 15 - 95 เซนติเมตร โดยค่าประมาณปานกลางที่ 50 เซนติเมตร ภายในปี พ.ศ. 2643 ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าภูมิอากาศและอุณหภูมิโลก จะไม่มีการปลี่ยนแปลงอีกก็ตาม
  • ผลต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกและปริมาณน้ำฝน คือคาดว่าป่าไม้บางส่วน (ประมาณ 1 ใน 3  ถึง  1ใน 7 ของโลก) จะมีการเปลี่ยนแปลงของพรรณไม้ที่สำคัญ
  • ประเทศที่กำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพของภูมิอากาศมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้เนื่องมาจากมีข้อกำจัดในการปรับสภาพให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้
การประเมินปริมาณการปล่อยออกและการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามชนิดของก๊าซ (Emission by Gas Type)
        ปริมาณการปล่อยออก และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ไม่ควรแสดงในหน่วยของน้ำหนักของก๊าซ เพราะก๊าซแต่ละชนิดมีคุณสมบัติ และธรรมชาติที่แตกต่างกัน แต่ควรแสดงในรูปของศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนขึ้น (GWPs) ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐานในการเปรียบเทียบ ดังนั้นรายงานผลการปลดปล่อยออกและการกักเก็๋บก๊าซเรือนกระจก จึงทำได้ในทั้งสองรูปแบบ คือ การรายงานผลโดยมวล (น้ำหนัก) และศักยภาพในการทำให้โลกร้อน
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามภาคกิจกรรม
       กิจกรรมที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากที่สุด ได้แก่ พลังงาน การเปลี่ยนการใช้ที่ดินและป่าไม้การเกษตร และกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดยมีปริมาณการปล่อยออกที่พิจารณาตามศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (GWPs) ดังนี้
 

กิจกรรม


ป่าชายเลน คือ ระบบนิเวศที่ประกอบไปด้วยพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หลายชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ
ความสำคัญและประโยชน์ของป่าชายเลน      
   1. ป่าชายเลนเป็นแหล่งพลังงาน และแหล่งวัตถุดิบไม้ใช้สอยและก่อสร้างในครัวเรือน
   2. ป่าชายเลนเป็นแหล่งพืชผักและพืชสมุนไพร
   3. ป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำ
   4. ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นที่หลบภัยและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ นานาชนิด
   5. ป่าชายเลนช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียงโดยเฉพาะหญ้า ทะเลและปะการัง
   6. ป่าชายเลนช่วยป้องกันดินพังทลายชายฝั่งทะเล
   7. ป่าชายเลนเป็นพื้นที่สำหรับดูดซับสิ่งปฏิกูลต่างๆ
   8. ป่าชายเลนช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งจากภัย ธรรมชาติ
   9. ป่าชายเลนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งศึกษาธรรมชาติ
  10.ป่าชายเลนช่วยลดปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ 



การอนุรักษ์ป่าชายเลน                  
1.การรักษาพื้นที่ป่าชายเลนจะต้องช่วยกันหลายๆ  ฝ่าย ลำพังกรมป่าไม้แต่เพียงหน่วยงานเดียวย่อมทำได้ยาก การป้องกันอย่างจริงจัง รวมทั้งการจัดการวางแผนการใช้ที่ดินชายฝั่งทะเลให้เหมาะสม
2.การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน โดยการปลูกป่า
3.การใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าชายเลนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ตัวอย่างพืชในป่าชายเลน
- โกงกาง ทั้งโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ จะขึ้นอยู่หนาแน่นบนพื้นที่ใกล้ฝั่งทะเล 
- ไม้แสมและประสัก จะอยู่ถัดจากแนวเขตของโกง
       - ไม้ตะบูน จะอยู่ลึกเข้าไปจากแนวเขตของไม้แสมและประสัก เป็นพื้นที่ที่มีดินเลน แต่มักจะแข็ง ส่วนบนพื้นที่ดินเลนที่ไม่แข็งมากนัก และมีน้ำทะเลท่วมถึงเสมอ จะมีไม้โปรง รังกะแท้ และฝาด ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น
       - ไม้เสม็ด จะขึ้นอยู่แนวเขตสุดท้าย ซึ่งเป็นพื้นที่เลนแข็งที่มีน้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว เมื่อระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุดเท่านั้น และแนวเขตนี้ถือว่าเป็นแนวติดต่อระหว่างป่าชายเลนกับป่าบก
       - สำหรับพวกปรงจะพบทั่วๆ ไปในป่าชายเลน แต่จะขึ้นอย่างหนาแน่นในพื้นที่ถูกถาง

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 21

การอนุรักษ์และการจัดการวาฬและโลมา


          ภัยที่เกิดขึ้นกับ ปลาวาฬและโลมา ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์เป็นผู้กระทำทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะจากเครื่องมือทำการประมงและพวกที่เป็นเศษอวน เช่น โลมาอิรวดีติดอวนลอยตายในทะเลสาบสงขลา โลมาหัวบาตรหลังเรียบติดอวนจมปูตายบริเวณอ่าวไทยตอนบน เป็นต้น ดังนั้นจำเป็นต้องมีมาตรการอนุรักษ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน ดังนี้
        1. การสำรวจและวิจัย ชีววิทยาประชากรของปลาวาฬและโลมา และพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการฟื้นฟูและการเพิ่มจำนวนประชากร
        2. ป้องกันการทำการประมงที่ผิดกฎหมายหรือใช้เครื่องมือที่เป็นภัยคุกคามต่อปลาวาฬและโลมา
        3. ให้ความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ดูแลทรัพยากร
        4. รณรงค์การดูแลความสะอาดชายฝั่งและเข้มงวดการทิ้งขยะและของเสียลงสู่ทะเล
        5. ติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง
        6. สร้างศูนย์ช่วยเหลือและพยาบาลสัตว์ทะเล เพิ่มประสิทธิภาพหน่วยปฏิบัติการช่วยเหลือ พร้อมอุปกรณ์การปฏิบัติงาน
        7. คุ้มครองป้องกันและเฝ้าระวังการลักลอบจับและการขนย้ายปลาวาฬและโลมา
        8. จัดระเบียบการท่องเที่ยวและส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการท่องเที่ยวในแหล่งสัตว์ทะเลหายากอย่างเหมาะสมและยั่งยืน  
        9. จัดท่าแผนพัฒนาบุคลากรและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ปลาวาฬและโลมา
        10. จัดทำแผนการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ด้านการอนุรักษ์ และฟื้นฟูปลาวาฬและโลมา ผ่านสื่อต่างๆ
        11. จัดทำแผนบริหารจัดการแหล่งอาศัยของปลาวาฬและโลมาเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมและยั่งยืน



วันศุกร์, สิงหาคม 15

สถานการณ์ป่าชายเลน








    ประเทศไทยมีความยาวชายฝั่งทะเลทั้งประเทศ 2,667 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด ตั้งแต่ฝั่งอ่าวไทยจากจังหวัดตราดในภาคตะวันออกตลอดแนวชายฝั่ง ถึงภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จังหวัดนราธิวาส มีความยาว 1,653 กิโลเมตร และทางด้ายชายฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนอง จนถึงจัหวัดสตูลชายแดนติดประเทศมาเลเซีย มีความยาว 1,014 กิโลเมตร โดยตลอดความยาวของชายฝั่งมีทรัพยาป่าชายเลนขั้นอยู่อย่างหนาแน่นกระจายตามภูมิประเทศต่างๆ เช่น อ่าว ปากแม่น้ำ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันมีเนื้อที่ชายเลนมากที่สุด ในอดีตที่ผ่านมาป่าชายเลนของประเทศไทย ยังความอุดมสมบูรณ์มากถึง 2.3 ล้านไร่ 

    ในอดีตการจัดการพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทย ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลอนุญาติให้เอกชนทำไม้ป่าชายเลน โดยให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนเพื่อผลิตถ่านไม้อย่างเดียว ซึ่งมีรุปสัมปทานทำำไม้จำนวนไม่มากแต่ต่อมาภายหลังปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลได้มีการปรับปรุงแผนการจัดการป่าชายเลนในเรื่องเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สัมปทานเป็นช่วงเวลา 15 ปี และกหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิในการรับสัมปทาน ให้เป็นไปตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2509 และการให้สัมปทานทำไม้ได้ดำเนินการเรื่อยมาจนสิ้นสุดสัมปทานแปลงสุดท้าย ตามมติคณะัรัฐมนตรี เมื่อที่ 19 พฤศจิกายน 2539 ให้มีการยกเลิกการให้สัมปทานทำไม้ในเขตป่าชายเลน เมื่ออายุการให้สัมปทานทำไม้สิ้นสุดลงทั้งหมดในปี พ.ศ. 2546 อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพื้นที่ป่าชายเลนได้มีการเปลี่ยนแปลงและมีการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมต่างๆ มาโดยตลอดทำให้พื้นที่ป่าชายเลนลดลงมา เนื่องจากสาเหตุสำคัญหลายประการ ได้แก้ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การบุกรุกเพื่อทำนากุ้ง การทำนาเกลือ การขยายตัวของเขตเมือง การท่องเที่ยวและการอุตสาหกรรม จนปัจจุบันมีพื้นที่ป่าชายเลนเหลือเพียงประมาณ 1.5 ล้านไร่ 


     นอกจากนี้ชุมชนชายฝั่งที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนหรือติดกับป่าชายเลนประมาณ 1,000 หมู่บ้าน ยังมีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาอาศัยป่าชายเลนตามวิถึชีวิตและภูมิปัญญาที่มีอยู่ ทั้งด้านการทำประมงชายฝั่งและการใช้ไม้เพื่อใช้าสอยในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันหากจะจำแนกสภาพปัญหาป่าชายเลนตามสภาพพื้นที่และวิถีชีวิต วัฒนธรรมแล้ว สามารถแบ่งออกได้ คือ
          1. พื้นที่ป่าชายเลนที่ยังคงมีความสมบูรณ์อยู่ และมีบางส่วนที่ชุมชนเข้าไปอยุ่อาศัย และใช้ประโยชน์ต่างๆ พบมากในบริเวณพื้นที่ป่าชายเลนชายฝั่งทะเลอันดามัน ในจังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง สตูล และจังหวัดภูเก็ต 

          2. พื้นที่ป่าชายเลนที่มีราษำรเข้าบุกรุกครอบครองและเข้าใช้ประโยชน์เพื่อการเลี้ยงกุ้ง พบมากในพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณภาคตะวันออกในจังหวัดระยอง และจันทบุรี บริเวณภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ท้องที่จังหวัดสุราษร์ธานี และนครศรีธรรมราช 

          3. พื้นที่ป่าชายเลนที่ออกเอกสารสิทธิครอบครองตามกฎหมายและมีอาชีัพการปลูกป่าชายเลน แต่ประสบปัญหาไม้คุ้มทุน จึงเปลี่ยนแปลงไปทำเป็นพื้นที่นากุ้ง และขายที่ดินให้กับเอกชน ปัจจุบัน มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ส่วนในบริเวณพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณอ่าวไทยตอนบน ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจังหวัดเพชรบุรี 










วันเสาร์, สิงหาคม 9

สถานภาพเต่าทะเล


    จาการสำรวจและเก็บข้อมูลสถิติการวางไข่เต่าทะเล พบว่าในช่วง 50 ปี ที่ผ่านมาจำนวนไข่เต่าทะเลทางฝั่งทะเลอันดามันลดลงกว่่า 5 เท่า จากจำนวนมากกว่า 2,500 รังต่อปี เหลือเพียงปีละ 300-400 รังเท่านั้น ได้มีการบันทึกจำนวนเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่ที่หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา พบว่าในช่วง ปี พ.ศ 2513 -2515 มีเต่าทะเล (เต่าหญ้าและเต่ามะเฟือง) ขึ้นวางไข่ปีละมากกว่า 400 ครั้ง ต่อ ปี แต่ในช่วงระหว่างปี 2533-2535 มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่เพียง 20-40 ครั้งต่อปีเท่านั้น

    สำหรับการสำรวจบริเวณฝั่งอ่าวไทยพบว่า แม่เต่าตนุที่วางไข่บริเวณชายหาดเกาะคราม จ.ชลบุรี พบพ่อแม่พันธุ์เต่าตนุและเต่ากระในแต่ละปี ประมาณ 550 ตัว บางตัวกลับมาวางไข่ในบริเวณชายหาดเดิมได้ถึง 5 ครั้ง ในฤดูวางไข่ปีเดียวกันและมีระยะเวลาว่างไข่แต่ละครั้งส่วนใหญ่ห่างกัน 10-12 วัน ส่วนวงจรการวางไข่ในแต่ละฤดูพบแม่เต่ากลับมาวางไข่ได้อีกในช่วงห่างกัน 2-5 ปี

    แม้ว่าจะมีหลักการคำนวณประชากรเต่าทะเลจากจำนวนรังไข่เต่าทะเล แต่การคำนวณนี้ต้องอาศัยข้อมูลการชึ้นวางไข่ของแม่เต่าตัวเดียวกันจำนวนหลายๆตัว ในแต่ละพื้นที่และมีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวสรุปเฉพาะจำนวนรังไข่เต่าเท่านั้น ในปี พ.ศ 2552 เต่าขึ้นมาวางไข่ทั้งหมดจำนวน 492 รัง ในจำนวนนี้พบในฝั่งอ่าวไทย 377 รัง และฝั่งอันดามัน 115 รัง หากเปรียบเทียบจำนวนรังไข่เต่าตนุในฝั่งอันดามันของปี 2552 กับ ปี 2551 พบว่าสูงขึ้น 46% (113/62) ส่วนในฝั่งอ่าวไทย ในจังหวัดชลบุรี มีจำนวนรังไข่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ว่าพบแหล่งวางไข่เต่าใหม่เพิ่มเติมจากบันทึกเดิม ที่ จ.ประจวบขีรีขันธ์ ชุมพร และ สุราษฎร์ธานี




ที่มา : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

วันศุกร์, สิงหาคม 1

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแนวปะการัง


     ตามธรรมชาติแล้ว ระบบนิเวศในแนวปะการังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่แนวปะการังมีพัฒนาการก่อกำเนิดขึ้นมาได้ นั่นก็เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง กล่าวคือมีการเจริญเติบโตของปะการังและขณะเดียวกันปะการังส่วนหนึ่งก็สลายไป แต่ก็เป็นลักษณะที่สมดุล ยังคงเกิดการสะสมหินปูนพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ 

     แนวปะการังอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากสาเหตุหลายประการ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นการเกิดปะการังฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ พายุพัดทำลาย การเกิดปลาดาวหนามระบาดซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่มาแน่ชัดของการระบาดในหลายท้องที่ และสาเหตุจากการรบกวนจากมนุษย์ ในปัจจุบันมีการพัฒนาชายฝั่งเพื่อใช้ประโยชน์ในรูปต่างๆ รวมทั้งมีการใช้ประโยชน์ในแนวปะการังโดยตรงทั้งทางด้านการประมงและการท่องเที่ยว จนก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมมากขึ้น แนวปะการังในแต่ละพื้นที่อาจมีความเสียหายแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของปัจจัยที่มากระทบ รวมทั้งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบชนิดของปะการังในพื้นที่นั้นๆว่ามีความบอบบางหรือทนทานต่อผลกระทบมากน้อยเพียงไรด้วย แนวปะการังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บางแห่งอาจเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ กล่าวคือเสื่อมโทรมลง ในขณะที่บางแห่งมีการฟื้นตัวเกิดขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมีการจัดการแนวปะการังในพื้นที่นั้นได้ผล หรืออาจมีการฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ บางแห่งการฟื้นตัวเกิดขึ้นได้ช้ามากเนื่องจากมีปัจจัยที่คอยยับยั้งการเจริญเติบโตของปะการัง เช่น ที่เกาะสุรินทร์ในอ่าวใหญ่ทางฝั่งตะวันออก ปะการังยืนตายหลังจากเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในปี พ.ศ. 2538 ต่อมาสาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina sp.) ได้เจริญเติบโตขึ้นปกคลุมบนซากปะการังอย่างหนาแน่น 

            

         ทำให้ปะการังฟื้นตัวได้ยากขึ้นเนื่องจากตัวอ่อนปะการังถูกสาหร่ายแก่งแย่งพื้นที่และสาหร่ายยังบดบังแสง ทำนองเดียวกัน บางส่วนของชายฝั่งด้านตะวันออกที่เกาะสิมิลันและเกาะสต๊อค (ที่หมู่เกาะสุรินทร์) ได้รับความเสียหายมากจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ปะการังที่ตายแล้วมีพรมทะเล (zoanthid) ขึ้นบนซากปะการังค่อนข้างหนาแน่น ซึ่งเป็นการแก่งแย่งพื้นที่ทำให้ตัวอ่อนปะการังลงยึดเกาะพื้นได้ยากขึ้นเช่นกัน 

        ปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแนวปะการังในท้องทะเลไทยอย่างเด่นชัด ดังตัวอย่างกรณีศึกษาในหัวข้อต่อไปนี้ 

--> ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์
          - การพัฒนาชายฝั่ง
          - การปล่อยน้ำเสียลงทะเล
          - การขุดแร่ในทะเล
          - การทิ้งขยะลงในทะเล
          - การระเบิดปลาในแนวปะการัง
          - การใช้ยาเบื่อปลาในแนวปะการัง
          - การลักลอบเก็บปะการัง
          - การลักลอบรื้อปะการัง
          - การท่องเที่ยวในแนวปะารัง
          - การเดินเหยียบย่ำ พลิกปะการัง
          - การรั่วไหลของน้ำมันลงทะเล


--> ปัญหาที่เกิดจากธรรมชาติ
          - การเกิดปลาดาวหนามระบาด
          - พายุพัดทำลาย
          - คลื่นสึนามิ
          - การเกิดปะการังฟอกขาว