วันศุกร์, มกราคม 23

review

        สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้พวกเราจะมารีวิวการไปทัศนศึกษาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี
        โดยเวลา 6 โมงเช้า อาจารย์ได้เรียกรวมนักเรียนเพื่อเช็คชื่อ พร้อมกับแบ่งนักเรียนขึ้นรถ ที่อาเขตของโรงเรียน รถเริ่มออกเดินทางออกจากโรงเรียนเวลาประมาณ 6.30 น. ไปทาง จ.สุพรรณบุรี
    เวลา 7.30 น. รถจอดเข้าปั้มบางจาก จ.นครปฐม เพื่อให้นักเรียนได้ทำธุระส่วนตัว
   เวลา 9.20 น. พวกเราได้เดินทางมาถึง พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์แล้วค่ะ 


“   พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์ เป็นอาคาร2ชั้นสีฟ้า ชั้นบนนิทรรศการงานแกะสลักเกี่ยวกับวิถีไทย มีอายุหลายร้อยปีได้แก่ เครื่องกระเบื้อง เครื่องแก้ว ข้าวของเครื่องใช้ เงินตรา เครื่องเงิน เครื่องถม เครื่องเขิน งานลงยา เครื่องประดับ งานแกะสลัก งาช้าง งานประดับมุก เครื่องดนตรีโบราณ เครื่องเล่น และเครื่องรางของขลัง ชั้นล่างนิทรรศการงานสะสมเกี่ยวกับของเล่นโบราณ มีอายุ 50-150 ปี ได้แก่ ของเล่นไม้ ดิน ตะกั่ว สังกะสี เซลลูลอยด์ เหล็ก และพลาสติก ผลิตจากประเทศ เยอรมนี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส จีน อเมริกา และไทย  ” 

        เมื่อเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ จะมีตู้กระจกมากมายภายในบรรจุไปด้วย ของเล่นต่างๆหลากยุคหลากสมัยไม่ได้มีเพียงแต่ของเล่นเท่านั้นยังมีพระ เหรียญ ถ้วย ชาม ไห ปิ่นโต หุ่นยนต์ นางกวัก ม้าโยก โมเดล ตุ๊กตา เครื่องบิน ต่างๆ โปสเตอร์น่ารักๆที่เมื่อมองแล้วก็พลางย้อนถึงวัยวันวานเด็กๆ 


        นอกจากจะมีของเล่นให้ชมกันแล้ว ยังมีของเล่นสำหรับจำหน่ายด้วย และก็ยังมีของเล่นสมัยปัจจุบันที่เด็กสมัยนี้ก็น่าจะเคยกัน
        หากใครหิวที่นี่ก็มีร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านอาจารย์เกริกให้ลิ้มลองพอรองท้องได้ก่อนถึงเวลาอาหารกลางวัน พวกเราเริ่มเดินทางออกจากพิพิธภัณฑ์เวลาประมาณ 10.30 น.

         10.45 น.  ได้เดินทางสู่ วัดหน้าพระเมรุราชิการาม พระอารามหลวง
“      พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสำริดทรงเครื่องพระมหากษัตราธิราช ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 4.40 เมตร สูงประมาณ 6 เมตร พระนามว่า  พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ   ”


        11.20 น. ได้เดินทางมาถึง วิหารพระมงคลบพิตร 

        ที่นี่นอกจากจะมีวัดให้กราบไหว้กันแล้วยังมีตลาดนัดขายของฝากของที่ระลึกมีของหลากหลายประเภทสามารถรองรับได้ทั้งลูกค้าชายไทยและต่างชาติด้วยเพราะมีเนื้อที่เยอะพอสมควร 


       ไม่ว่าจะเป็น ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือว่าของกินมากมายที่สำคัญ ราคาไม่แพงแต่คุณภาพดี รสชาตินี่อร่อยอย่าบอกใครเชียว โดยเฉพาะโรตีสายไหมของขึ้นชื่อและทองม้วนสด เมื่อซื้อของขึ้นรถกันเสร็จก็ออดจากที่นี่เวลา 12.20 น. เพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่ต่อไป


       ในเวลา 12.40 น. ได้เดินทางมาถึง ตลาดน้ำอโยธยาและตลาดน้ำอโยเดีย มาถึงที่นี่สิ่งแรกที่พวกเราทำคือ หาของกิน เพราะหิวมาก  แล้วเราก็ได้มาลองกินก๋วยเตี๋ยวที่ป้าคนขายบอกว่าอร่อยที่สุดในโลก 

 
       แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะราคาแพงมาก ก๋วยเตี๋ยวชามนิดเดียว ไม่มีรสชาติพิเศษอะไร ไม่มีเครื่องอะไรมากเลย ราคา40 บาท น้ำแข็ง 4 แก้ว 10 บาท น้ำดื่มคริสตัลขวดเล็ก 10 บาท ขอแนะนำให้ผู้ที่มาท่องเที่ยวที่มาถึงด้วยความหิวโหย อย่าเพิ่งใจร้อน เก็บท้องไว้กินอาหารในตลาดน้ำอโยธยาดีกว่า 
       หลังจากที่พวกเราทานอาคารเสร็จแล้วนั้น พวกเราก็เดินไปเที่ยวรอบๆตลาดน้ำอโยธยา ที่นี่ไม่มีใครทิ้งขยะลงคลองเลย คลองสะอาดมาก ยังรักษาวัฒนธรรมไทยได้ดีพอตัวเลยค่ะ บริเวณรอบๆจะเป็นเรือนไทยทำจากไม้สองฝั่งคลองจะเต็มไปด้วยร้านค้าขายของประเภทต่างๆ(คล้ายๆอัมพวาของ จ.สมุทรสงคราม ราคาสินค้าก็แพงกว่ากันไม่มาก) 

 


 

        นี่คือบรรยากาสของตลาดน้ำอโยธยา ซึ่งเห็นได้ว่ามีของขายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อาหาร เสื้อผ้า ของเล่น หรือของฝากต่างๆ
        และที่ตลาดน้ำอยุธยานี้จะมีการแสดงโชว์ที่เกาะกลางอยุธยา ดูฟรีไม่เสียเงินด้วย การแสดงเริ่มเวลาประมาณ 14.00 น.  แต่พวกเราก็ต้องพลาดชมการแสดงชุดนี้ เนื่องจากใกล้เวลาที่พวกเราจะเดินทางกลับแล้ว และในเวลาประมาณ 19.00 น.พวกเราก็ได้กลับถึงโรงเรียนอย่างปลอดภัย

       หากใครมีเวลาว่างและไม่รู้ว่าจะไปท่องเทียวที่ไหนดี พวกเราก็ขอแนะนำจังหวัดอยุธยาให้เป็นหนึ่งในจังหวัดที่น่ามาเยี่ยมชมนะคะ ที่เราได้นำมารีวิวในที่นี้ เป็นเพียงสถานที่ไม่กี่แห่งเท่านั้น ในจังหวัดอยุธยายังมีทั้งวัด เมืองเก่า และสถานที่ที่สวยงามและน่าสนใจอีกมากมายค่ะ  

วันศุกร์, สิงหาคม 29

มาตราการป้องกันเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก


ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases)
      โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ในรูปของพลังงานแสง พลังงานบางส่วนก็จะสะท้อนกลับออกไปนอกโลก ในสภาพของพลังงานความร้อน และพลังงานความร้อนนี้จะถูกก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ซึ่งมีอยู่ในบรรยากาศตามธรรมชาติในปริมาณที่ไม่มากนัก ดูดกลืนเอาไว้บางส่วน พลังงานความร้อนที่ก๊าซเรือนกระจกดูดกลืนเอาไว้นี้จะทำให้โลกมีความอบอุ่น และทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในโลกนี้ได้ ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  (CO2)  ก๊าซมีเธน (CH4)  ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) และก๊าซโอโซน (O3)  นอกจากนี้ ยังมีก๊าซที่ผลิตขึ้นมาใช้ในทางอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากธรรมชาติ ได้แก่ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ( Chlorofluorocarbons - CFC) ไฮโดรคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (Hydrochlorofluorocarbons - HCFCS)  ไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน (Hydrofluorocarbons - HFCS) และเพอร์ฟลูโอริเนตคาร์บอน (Perfluorinatedcarbons - PFCS)



          ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศโดยกระบวนการต่าง ๆ  เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงและการตัดไม้ทำลายป่า แต่ในขณะเดียวกันการเจริญเติบโตของต้นไม้และป่าไม้ก็ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเปลี่ยนสภาพให้เป็นมวลชีวภาพ (Biomass) กระบวนการนี้เรียกว่า การสะสมคาร์บอนหรือการกักเก็บ (Carbon Sequestration) ซึ่งถือได้ว่าเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนก๊าซมีเธนเกิดขึ้นจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาพที่ปราศจากออกซิเจน เช่น สภาพน้ำขังในนาข้าว การย่อยอาหารโดยการหมักในกระเพาะอาหาร (Enteric Fermentation) ของสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Ruminant Animals)  นอกจากนี้ การบำบัดน้ำเสีย การกลบฝังขยะ ตลอดจนพื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นแหล่งการเกิดก๊าซมีเธนได้อีก นอกจากกระบวนการทางธรรมชาติแล้ว การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนยังทำให้เกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ซึ่งถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศด้วย
        ก๊าซเรือนกระจกชนิดต่าง ๆ มีอายุ และการแผ่รังสีความร้อน (Radiative Effect) ต่าง ๆ กัน เรียกว่า ศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (Global Warming Potentials - GWPs) นิยามของ GWPs คือ ความสามารถของก๊าซเรือนกระจกใด ๆ ในการทำให้เกิดความอบอุ่นเมื่อเปรียบเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำหนักเท่ากัน เช่นเมื่อพิจารณาในช่วงอายุหนึ่งร้อยปีพบว่า ก๊าซมีเธนและก๊าซไนตรัสออกไซด์ มีค่า GWPs เท่ากับ 210  และ 310 ตามลำดับ หมายความว่า ก๊าซมีเธนจำนวนหนึ่งตัน มีศักยภาพในการกักเก็บและแผ่รังสีความร้อน เท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 21 ตัน และก๊าซไนตรัสออกไซด์จำนวนหนึ่งตัน มีศักยภาพในการกักเก็บและแผ่รังสีความร้อน เท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 310 ตัน ส่วนก๊าซอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ของมนุษย์ เช่น สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอนนั้น มีศักยภาพสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 100 ถึง 1,000 เท่า ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2523-2533 ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเธน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน และไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน ที่ถูกปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศในแต่ละปีปริมาณ 26,000 , 300 , 6 , 0.9 และ 0.1 ล้านตัน ตามลำดับแต่เมื่อพิจารณาตามค่า GWPs แล้วพบว่า สัดส่วนของการทำให้โลกร้อนขึ้นของก๊าซมีเธน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน ดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 55 , 15 , 6 และ 4 ตามลำดับ

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
        ยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ประมาณ พ.ศ. 2293-2343) บรรยากาศมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 270 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นถึง 356 ppm และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในศตวรรษหน้า เมื่อปริมาณของก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น ก็จะดูดกลืนและแผ่รังสีความร้อนเอาไว้ในโลกมากขึ้นด้วย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ภาวะโลกร้อน (Blobal Warmming) หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effects) นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลง แต่จะมีการผันแปรมากน้อยเพียงใด ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด ดังนั้นตาม IPCC (Intergovermental Panel on Climate Change) 1990 และ UNFCC (The United Nations Framework Convention on Climate Change) 1996 ได้ทำนายผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้ดังนี้
  • อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 องศาเซลเซียล ภายในปี พ.ศ. 2643 หรือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในระดับปานกลางโดยอยู่ในช่วงระหว่าง 1.5 - 3.5 องศาเซลเซียล
  • การเปลี่ยนอุณหภูมิในระดับภูมิภาคอาจจะแตกต่างไปจากค่าเฉลี่ยของโลกมาก แต่ยังไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างแน่นอนว่าแตกต่างอย่างไร
  • ระดับน้ำทะเล คาดหมายว่าจะสูงขึ้นประมาณ 15 - 95 เซนติเมตร โดยค่าประมาณปานกลางที่ 50 เซนติเมตร ภายในปี พ.ศ. 2643 ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าภูมิอากาศและอุณหภูมิโลก จะไม่มีการปลี่ยนแปลงอีกก็ตาม
  • ผลต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกและปริมาณน้ำฝน คือคาดว่าป่าไม้บางส่วน (ประมาณ 1 ใน 3  ถึง  1ใน 7 ของโลก) จะมีการเปลี่ยนแปลงของพรรณไม้ที่สำคัญ
  • ประเทศที่กำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพของภูมิอากาศมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้เนื่องมาจากมีข้อกำจัดในการปรับสภาพให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้
การประเมินปริมาณการปล่อยออกและการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามชนิดของก๊าซ (Emission by Gas Type)
        ปริมาณการปล่อยออก และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ไม่ควรแสดงในหน่วยของน้ำหนักของก๊าซ เพราะก๊าซแต่ละชนิดมีคุณสมบัติ และธรรมชาติที่แตกต่างกัน แต่ควรแสดงในรูปของศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนขึ้น (GWPs) ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐานในการเปรียบเทียบ ดังนั้นรายงานผลการปลดปล่อยออกและการกักเก็๋บก๊าซเรือนกระจก จึงทำได้ในทั้งสองรูปแบบ คือ การรายงานผลโดยมวล (น้ำหนัก) และศักยภาพในการทำให้โลกร้อน
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามภาคกิจกรรม
       กิจกรรมที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากที่สุด ได้แก่ พลังงาน การเปลี่ยนการใช้ที่ดินและป่าไม้การเกษตร และกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดยมีปริมาณการปล่อยออกที่พิจารณาตามศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (GWPs) ดังนี้
 

กิจกรรม


ป่าชายเลน คือ ระบบนิเวศที่ประกอบไปด้วยพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หลายชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ
ความสำคัญและประโยชน์ของป่าชายเลน      
   1. ป่าชายเลนเป็นแหล่งพลังงาน และแหล่งวัตถุดิบไม้ใช้สอยและก่อสร้างในครัวเรือน
   2. ป่าชายเลนเป็นแหล่งพืชผักและพืชสมุนไพร
   3. ป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำ
   4. ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นที่หลบภัยและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ นานาชนิด
   5. ป่าชายเลนช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียงโดยเฉพาะหญ้า ทะเลและปะการัง
   6. ป่าชายเลนช่วยป้องกันดินพังทลายชายฝั่งทะเล
   7. ป่าชายเลนเป็นพื้นที่สำหรับดูดซับสิ่งปฏิกูลต่างๆ
   8. ป่าชายเลนช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งจากภัย ธรรมชาติ
   9. ป่าชายเลนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งศึกษาธรรมชาติ
  10.ป่าชายเลนช่วยลดปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ 



การอนุรักษ์ป่าชายเลน                  
1.การรักษาพื้นที่ป่าชายเลนจะต้องช่วยกันหลายๆ  ฝ่าย ลำพังกรมป่าไม้แต่เพียงหน่วยงานเดียวย่อมทำได้ยาก การป้องกันอย่างจริงจัง รวมทั้งการจัดการวางแผนการใช้ที่ดินชายฝั่งทะเลให้เหมาะสม
2.การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน โดยการปลูกป่า
3.การใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าชายเลนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ตัวอย่างพืชในป่าชายเลน
- โกงกาง ทั้งโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ จะขึ้นอยู่หนาแน่นบนพื้นที่ใกล้ฝั่งทะเล 
- ไม้แสมและประสัก จะอยู่ถัดจากแนวเขตของโกง
       - ไม้ตะบูน จะอยู่ลึกเข้าไปจากแนวเขตของไม้แสมและประสัก เป็นพื้นที่ที่มีดินเลน แต่มักจะแข็ง ส่วนบนพื้นที่ดินเลนที่ไม่แข็งมากนัก และมีน้ำทะเลท่วมถึงเสมอ จะมีไม้โปรง รังกะแท้ และฝาด ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น
       - ไม้เสม็ด จะขึ้นอยู่แนวเขตสุดท้าย ซึ่งเป็นพื้นที่เลนแข็งที่มีน้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว เมื่อระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุดเท่านั้น และแนวเขตนี้ถือว่าเป็นแนวติดต่อระหว่างป่าชายเลนกับป่าบก
       - สำหรับพวกปรงจะพบทั่วๆ ไปในป่าชายเลน แต่จะขึ้นอย่างหนาแน่นในพื้นที่ถูกถาง