วันศุกร์, สิงหาคม 29

มาตราการป้องกันเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก


ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases)
      โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ในรูปของพลังงานแสง พลังงานบางส่วนก็จะสะท้อนกลับออกไปนอกโลก ในสภาพของพลังงานความร้อน และพลังงานความร้อนนี้จะถูกก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ซึ่งมีอยู่ในบรรยากาศตามธรรมชาติในปริมาณที่ไม่มากนัก ดูดกลืนเอาไว้บางส่วน พลังงานความร้อนที่ก๊าซเรือนกระจกดูดกลืนเอาไว้นี้จะทำให้โลกมีความอบอุ่น และทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในโลกนี้ได้ ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  (CO2)  ก๊าซมีเธน (CH4)  ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) และก๊าซโอโซน (O3)  นอกจากนี้ ยังมีก๊าซที่ผลิตขึ้นมาใช้ในทางอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากธรรมชาติ ได้แก่ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ( Chlorofluorocarbons - CFC) ไฮโดรคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (Hydrochlorofluorocarbons - HCFCS)  ไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน (Hydrofluorocarbons - HFCS) และเพอร์ฟลูโอริเนตคาร์บอน (Perfluorinatedcarbons - PFCS)



          ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศโดยกระบวนการต่าง ๆ  เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงและการตัดไม้ทำลายป่า แต่ในขณะเดียวกันการเจริญเติบโตของต้นไม้และป่าไม้ก็ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเปลี่ยนสภาพให้เป็นมวลชีวภาพ (Biomass) กระบวนการนี้เรียกว่า การสะสมคาร์บอนหรือการกักเก็บ (Carbon Sequestration) ซึ่งถือได้ว่าเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนก๊าซมีเธนเกิดขึ้นจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาพที่ปราศจากออกซิเจน เช่น สภาพน้ำขังในนาข้าว การย่อยอาหารโดยการหมักในกระเพาะอาหาร (Enteric Fermentation) ของสัตว์เคี้ยวเอื้อง (Ruminant Animals)  นอกจากนี้ การบำบัดน้ำเสีย การกลบฝังขยะ ตลอดจนพื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นแหล่งการเกิดก๊าซมีเธนได้อีก นอกจากกระบวนการทางธรรมชาติแล้ว การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนยังทำให้เกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ซึ่งถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศด้วย
        ก๊าซเรือนกระจกชนิดต่าง ๆ มีอายุ และการแผ่รังสีความร้อน (Radiative Effect) ต่าง ๆ กัน เรียกว่า ศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (Global Warming Potentials - GWPs) นิยามของ GWPs คือ ความสามารถของก๊าซเรือนกระจกใด ๆ ในการทำให้เกิดความอบอุ่นเมื่อเปรียบเทียบกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำหนักเท่ากัน เช่นเมื่อพิจารณาในช่วงอายุหนึ่งร้อยปีพบว่า ก๊าซมีเธนและก๊าซไนตรัสออกไซด์ มีค่า GWPs เท่ากับ 210  และ 310 ตามลำดับ หมายความว่า ก๊าซมีเธนจำนวนหนึ่งตัน มีศักยภาพในการกักเก็บและแผ่รังสีความร้อน เท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 21 ตัน และก๊าซไนตรัสออกไซด์จำนวนหนึ่งตัน มีศักยภาพในการกักเก็บและแผ่รังสีความร้อน เท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 310 ตัน ส่วนก๊าซอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ของมนุษย์ เช่น สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอนนั้น มีศักยภาพสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 100 ถึง 1,000 เท่า ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2523-2533 ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเธน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน และไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน ที่ถูกปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศในแต่ละปีปริมาณ 26,000 , 300 , 6 , 0.9 และ 0.1 ล้านตัน ตามลำดับแต่เมื่อพิจารณาตามค่า GWPs แล้วพบว่า สัดส่วนของการทำให้โลกร้อนขึ้นของก๊าซมีเธน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ สารคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน ดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 55 , 15 , 6 และ 4 ตามลำดับ

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
        ยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ประมาณ พ.ศ. 2293-2343) บรรยากาศมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 270 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นถึง 356 ppm และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในศตวรรษหน้า เมื่อปริมาณของก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น ก็จะดูดกลืนและแผ่รังสีความร้อนเอาไว้ในโลกมากขึ้นด้วย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ภาวะโลกร้อน (Blobal Warmming) หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effects) นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลง แต่จะมีการผันแปรมากน้อยเพียงใด ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด ดังนั้นตาม IPCC (Intergovermental Panel on Climate Change) 1990 และ UNFCC (The United Nations Framework Convention on Climate Change) 1996 ได้ทำนายผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้ดังนี้
  • อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 องศาเซลเซียล ภายในปี พ.ศ. 2643 หรือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในระดับปานกลางโดยอยู่ในช่วงระหว่าง 1.5 - 3.5 องศาเซลเซียล
  • การเปลี่ยนอุณหภูมิในระดับภูมิภาคอาจจะแตกต่างไปจากค่าเฉลี่ยของโลกมาก แต่ยังไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างแน่นอนว่าแตกต่างอย่างไร
  • ระดับน้ำทะเล คาดหมายว่าจะสูงขึ้นประมาณ 15 - 95 เซนติเมตร โดยค่าประมาณปานกลางที่ 50 เซนติเมตร ภายในปี พ.ศ. 2643 ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าภูมิอากาศและอุณหภูมิโลก จะไม่มีการปลี่ยนแปลงอีกก็ตาม
  • ผลต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกและปริมาณน้ำฝน คือคาดว่าป่าไม้บางส่วน (ประมาณ 1 ใน 3  ถึง  1ใน 7 ของโลก) จะมีการเปลี่ยนแปลงของพรรณไม้ที่สำคัญ
  • ประเทศที่กำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพของภูมิอากาศมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้เนื่องมาจากมีข้อกำจัดในการปรับสภาพให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้
การประเมินปริมาณการปล่อยออกและการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามชนิดของก๊าซ (Emission by Gas Type)
        ปริมาณการปล่อยออก และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ไม่ควรแสดงในหน่วยของน้ำหนักของก๊าซ เพราะก๊าซแต่ละชนิดมีคุณสมบัติ และธรรมชาติที่แตกต่างกัน แต่ควรแสดงในรูปของศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนขึ้น (GWPs) ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐานในการเปรียบเทียบ ดังนั้นรายงานผลการปลดปล่อยออกและการกักเก็๋บก๊าซเรือนกระจก จึงทำได้ในทั้งสองรูปแบบ คือ การรายงานผลโดยมวล (น้ำหนัก) และศักยภาพในการทำให้โลกร้อน
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามภาคกิจกรรม
       กิจกรรมที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากที่สุด ได้แก่ พลังงาน การเปลี่ยนการใช้ที่ดินและป่าไม้การเกษตร และกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม โดยมีปริมาณการปล่อยออกที่พิจารณาตามศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (GWPs) ดังนี้
 

กิจกรรม


ป่าชายเลน คือ ระบบนิเวศที่ประกอบไปด้วยพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หลายชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ
ความสำคัญและประโยชน์ของป่าชายเลน      
   1. ป่าชายเลนเป็นแหล่งพลังงาน และแหล่งวัตถุดิบไม้ใช้สอยและก่อสร้างในครัวเรือน
   2. ป่าชายเลนเป็นแหล่งพืชผักและพืชสมุนไพร
   3. ป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำ
   4. ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นที่หลบภัยและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ นานาชนิด
   5. ป่าชายเลนช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียงโดยเฉพาะหญ้า ทะเลและปะการัง
   6. ป่าชายเลนช่วยป้องกันดินพังทลายชายฝั่งทะเล
   7. ป่าชายเลนเป็นพื้นที่สำหรับดูดซับสิ่งปฏิกูลต่างๆ
   8. ป่าชายเลนช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งจากภัย ธรรมชาติ
   9. ป่าชายเลนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งศึกษาธรรมชาติ
  10.ป่าชายเลนช่วยลดปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ 



การอนุรักษ์ป่าชายเลน                  
1.การรักษาพื้นที่ป่าชายเลนจะต้องช่วยกันหลายๆ  ฝ่าย ลำพังกรมป่าไม้แต่เพียงหน่วยงานเดียวย่อมทำได้ยาก การป้องกันอย่างจริงจัง รวมทั้งการจัดการวางแผนการใช้ที่ดินชายฝั่งทะเลให้เหมาะสม
2.การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน โดยการปลูกป่า
3.การใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าชายเลนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ตัวอย่างพืชในป่าชายเลน
- โกงกาง ทั้งโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ จะขึ้นอยู่หนาแน่นบนพื้นที่ใกล้ฝั่งทะเล 
- ไม้แสมและประสัก จะอยู่ถัดจากแนวเขตของโกง
       - ไม้ตะบูน จะอยู่ลึกเข้าไปจากแนวเขตของไม้แสมและประสัก เป็นพื้นที่ที่มีดินเลน แต่มักจะแข็ง ส่วนบนพื้นที่ดินเลนที่ไม่แข็งมากนัก และมีน้ำทะเลท่วมถึงเสมอ จะมีไม้โปรง รังกะแท้ และฝาด ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น
       - ไม้เสม็ด จะขึ้นอยู่แนวเขตสุดท้าย ซึ่งเป็นพื้นที่เลนแข็งที่มีน้ำทะเลท่วมถึงเป็นครั้งคราว เมื่อระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุดเท่านั้น และแนวเขตนี้ถือว่าเป็นแนวติดต่อระหว่างป่าชายเลนกับป่าบก
       - สำหรับพวกปรงจะพบทั่วๆ ไปในป่าชายเลน แต่จะขึ้นอย่างหนาแน่นในพื้นที่ถูกถาง

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 21

การอนุรักษ์และการจัดการวาฬและโลมา


          ภัยที่เกิดขึ้นกับ ปลาวาฬและโลมา ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์เป็นผู้กระทำทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะจากเครื่องมือทำการประมงและพวกที่เป็นเศษอวน เช่น โลมาอิรวดีติดอวนลอยตายในทะเลสาบสงขลา โลมาหัวบาตรหลังเรียบติดอวนจมปูตายบริเวณอ่าวไทยตอนบน เป็นต้น ดังนั้นจำเป็นต้องมีมาตรการอนุรักษ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน ดังนี้
        1. การสำรวจและวิจัย ชีววิทยาประชากรของปลาวาฬและโลมา และพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการฟื้นฟูและการเพิ่มจำนวนประชากร
        2. ป้องกันการทำการประมงที่ผิดกฎหมายหรือใช้เครื่องมือที่เป็นภัยคุกคามต่อปลาวาฬและโลมา
        3. ให้ความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ดูแลทรัพยากร
        4. รณรงค์การดูแลความสะอาดชายฝั่งและเข้มงวดการทิ้งขยะและของเสียลงสู่ทะเล
        5. ติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง
        6. สร้างศูนย์ช่วยเหลือและพยาบาลสัตว์ทะเล เพิ่มประสิทธิภาพหน่วยปฏิบัติการช่วยเหลือ พร้อมอุปกรณ์การปฏิบัติงาน
        7. คุ้มครองป้องกันและเฝ้าระวังการลักลอบจับและการขนย้ายปลาวาฬและโลมา
        8. จัดระเบียบการท่องเที่ยวและส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการท่องเที่ยวในแหล่งสัตว์ทะเลหายากอย่างเหมาะสมและยั่งยืน  
        9. จัดท่าแผนพัฒนาบุคลากรและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ปลาวาฬและโลมา
        10. จัดทำแผนการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ด้านการอนุรักษ์ และฟื้นฟูปลาวาฬและโลมา ผ่านสื่อต่างๆ
        11. จัดทำแผนบริหารจัดการแหล่งอาศัยของปลาวาฬและโลมาเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมและยั่งยืน



วันศุกร์, สิงหาคม 15

สถานการณ์ป่าชายเลน








    ประเทศไทยมีความยาวชายฝั่งทะเลทั้งประเทศ 2,667 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด ตั้งแต่ฝั่งอ่าวไทยจากจังหวัดตราดในภาคตะวันออกตลอดแนวชายฝั่ง ถึงภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จังหวัดนราธิวาส มีความยาว 1,653 กิโลเมตร และทางด้ายชายฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนอง จนถึงจัหวัดสตูลชายแดนติดประเทศมาเลเซีย มีความยาว 1,014 กิโลเมตร โดยตลอดความยาวของชายฝั่งมีทรัพยาป่าชายเลนขั้นอยู่อย่างหนาแน่นกระจายตามภูมิประเทศต่างๆ เช่น อ่าว ปากแม่น้ำ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันมีเนื้อที่ชายเลนมากที่สุด ในอดีตที่ผ่านมาป่าชายเลนของประเทศไทย ยังความอุดมสมบูรณ์มากถึง 2.3 ล้านไร่ 

    ในอดีตการจัดการพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทย ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลอนุญาติให้เอกชนทำไม้ป่าชายเลน โดยให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนเพื่อผลิตถ่านไม้อย่างเดียว ซึ่งมีรุปสัมปทานทำำไม้จำนวนไม่มากแต่ต่อมาภายหลังปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลได้มีการปรับปรุงแผนการจัดการป่าชายเลนในเรื่องเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สัมปทานเป็นช่วงเวลา 15 ปี และกหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิในการรับสัมปทาน ให้เป็นไปตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2509 และการให้สัมปทานทำไม้ได้ดำเนินการเรื่อยมาจนสิ้นสุดสัมปทานแปลงสุดท้าย ตามมติคณะัรัฐมนตรี เมื่อที่ 19 พฤศจิกายน 2539 ให้มีการยกเลิกการให้สัมปทานทำไม้ในเขตป่าชายเลน เมื่ออายุการให้สัมปทานทำไม้สิ้นสุดลงทั้งหมดในปี พ.ศ. 2546 อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพื้นที่ป่าชายเลนได้มีการเปลี่ยนแปลงและมีการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมต่างๆ มาโดยตลอดทำให้พื้นที่ป่าชายเลนลดลงมา เนื่องจากสาเหตุสำคัญหลายประการ ได้แก้ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การบุกรุกเพื่อทำนากุ้ง การทำนาเกลือ การขยายตัวของเขตเมือง การท่องเที่ยวและการอุตสาหกรรม จนปัจจุบันมีพื้นที่ป่าชายเลนเหลือเพียงประมาณ 1.5 ล้านไร่ 


     นอกจากนี้ชุมชนชายฝั่งที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนหรือติดกับป่าชายเลนประมาณ 1,000 หมู่บ้าน ยังมีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาอาศัยป่าชายเลนตามวิถึชีวิตและภูมิปัญญาที่มีอยู่ ทั้งด้านการทำประมงชายฝั่งและการใช้ไม้เพื่อใช้าสอยในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันหากจะจำแนกสภาพปัญหาป่าชายเลนตามสภาพพื้นที่และวิถีชีวิต วัฒนธรรมแล้ว สามารถแบ่งออกได้ คือ
          1. พื้นที่ป่าชายเลนที่ยังคงมีความสมบูรณ์อยู่ และมีบางส่วนที่ชุมชนเข้าไปอยุ่อาศัย และใช้ประโยชน์ต่างๆ พบมากในบริเวณพื้นที่ป่าชายเลนชายฝั่งทะเลอันดามัน ในจังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง สตูล และจังหวัดภูเก็ต 

          2. พื้นที่ป่าชายเลนที่มีราษำรเข้าบุกรุกครอบครองและเข้าใช้ประโยชน์เพื่อการเลี้ยงกุ้ง พบมากในพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณภาคตะวันออกในจังหวัดระยอง และจันทบุรี บริเวณภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ท้องที่จังหวัดสุราษร์ธานี และนครศรีธรรมราช 

          3. พื้นที่ป่าชายเลนที่ออกเอกสารสิทธิครอบครองตามกฎหมายและมีอาชีัพการปลูกป่าชายเลน แต่ประสบปัญหาไม้คุ้มทุน จึงเปลี่ยนแปลงไปทำเป็นพื้นที่นากุ้ง และขายที่ดินให้กับเอกชน ปัจจุบัน มีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ส่วนในบริเวณพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณอ่าวไทยตอนบน ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจังหวัดเพชรบุรี 










วันเสาร์, สิงหาคม 9

สถานภาพเต่าทะเล


    จาการสำรวจและเก็บข้อมูลสถิติการวางไข่เต่าทะเล พบว่าในช่วง 50 ปี ที่ผ่านมาจำนวนไข่เต่าทะเลทางฝั่งทะเลอันดามันลดลงกว่่า 5 เท่า จากจำนวนมากกว่า 2,500 รังต่อปี เหลือเพียงปีละ 300-400 รังเท่านั้น ได้มีการบันทึกจำนวนเต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่ที่หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา พบว่าในช่วง ปี พ.ศ 2513 -2515 มีเต่าทะเล (เต่าหญ้าและเต่ามะเฟือง) ขึ้นวางไข่ปีละมากกว่า 400 ครั้ง ต่อ ปี แต่ในช่วงระหว่างปี 2533-2535 มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่เพียง 20-40 ครั้งต่อปีเท่านั้น

    สำหรับการสำรวจบริเวณฝั่งอ่าวไทยพบว่า แม่เต่าตนุที่วางไข่บริเวณชายหาดเกาะคราม จ.ชลบุรี พบพ่อแม่พันธุ์เต่าตนุและเต่ากระในแต่ละปี ประมาณ 550 ตัว บางตัวกลับมาวางไข่ในบริเวณชายหาดเดิมได้ถึง 5 ครั้ง ในฤดูวางไข่ปีเดียวกันและมีระยะเวลาว่างไข่แต่ละครั้งส่วนใหญ่ห่างกัน 10-12 วัน ส่วนวงจรการวางไข่ในแต่ละฤดูพบแม่เต่ากลับมาวางไข่ได้อีกในช่วงห่างกัน 2-5 ปี

    แม้ว่าจะมีหลักการคำนวณประชากรเต่าทะเลจากจำนวนรังไข่เต่าทะเล แต่การคำนวณนี้ต้องอาศัยข้อมูลการชึ้นวางไข่ของแม่เต่าตัวเดียวกันจำนวนหลายๆตัว ในแต่ละพื้นที่และมีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวสรุปเฉพาะจำนวนรังไข่เต่าเท่านั้น ในปี พ.ศ 2552 เต่าขึ้นมาวางไข่ทั้งหมดจำนวน 492 รัง ในจำนวนนี้พบในฝั่งอ่าวไทย 377 รัง และฝั่งอันดามัน 115 รัง หากเปรียบเทียบจำนวนรังไข่เต่าตนุในฝั่งอันดามันของปี 2552 กับ ปี 2551 พบว่าสูงขึ้น 46% (113/62) ส่วนในฝั่งอ่าวไทย ในจังหวัดชลบุรี มีจำนวนรังไข่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ว่าพบแหล่งวางไข่เต่าใหม่เพิ่มเติมจากบันทึกเดิม ที่ จ.ประจวบขีรีขันธ์ ชุมพร และ สุราษฎร์ธานี




ที่มา : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

วันศุกร์, สิงหาคม 1

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแนวปะการัง


     ตามธรรมชาติแล้ว ระบบนิเวศในแนวปะการังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่แนวปะการังมีพัฒนาการก่อกำเนิดขึ้นมาได้ นั่นก็เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง กล่าวคือมีการเจริญเติบโตของปะการังและขณะเดียวกันปะการังส่วนหนึ่งก็สลายไป แต่ก็เป็นลักษณะที่สมดุล ยังคงเกิดการสะสมหินปูนพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ 

     แนวปะการังอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากสาเหตุหลายประการ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นการเกิดปะการังฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ พายุพัดทำลาย การเกิดปลาดาวหนามระบาดซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่มาแน่ชัดของการระบาดในหลายท้องที่ และสาเหตุจากการรบกวนจากมนุษย์ ในปัจจุบันมีการพัฒนาชายฝั่งเพื่อใช้ประโยชน์ในรูปต่างๆ รวมทั้งมีการใช้ประโยชน์ในแนวปะการังโดยตรงทั้งทางด้านการประมงและการท่องเที่ยว จนก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมมากขึ้น แนวปะการังในแต่ละพื้นที่อาจมีความเสียหายแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของปัจจัยที่มากระทบ รวมทั้งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบชนิดของปะการังในพื้นที่นั้นๆว่ามีความบอบบางหรือทนทานต่อผลกระทบมากน้อยเพียงไรด้วย แนวปะการังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บางแห่งอาจเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ กล่าวคือเสื่อมโทรมลง ในขณะที่บางแห่งมีการฟื้นตัวเกิดขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมีการจัดการแนวปะการังในพื้นที่นั้นได้ผล หรืออาจมีการฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ บางแห่งการฟื้นตัวเกิดขึ้นได้ช้ามากเนื่องจากมีปัจจัยที่คอยยับยั้งการเจริญเติบโตของปะการัง เช่น ที่เกาะสุรินทร์ในอ่าวใหญ่ทางฝั่งตะวันออก ปะการังยืนตายหลังจากเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในปี พ.ศ. 2538 ต่อมาสาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina sp.) ได้เจริญเติบโตขึ้นปกคลุมบนซากปะการังอย่างหนาแน่น 

            

         ทำให้ปะการังฟื้นตัวได้ยากขึ้นเนื่องจากตัวอ่อนปะการังถูกสาหร่ายแก่งแย่งพื้นที่และสาหร่ายยังบดบังแสง ทำนองเดียวกัน บางส่วนของชายฝั่งด้านตะวันออกที่เกาะสิมิลันและเกาะสต๊อค (ที่หมู่เกาะสุรินทร์) ได้รับความเสียหายมากจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ปะการังที่ตายแล้วมีพรมทะเล (zoanthid) ขึ้นบนซากปะการังค่อนข้างหนาแน่น ซึ่งเป็นการแก่งแย่งพื้นที่ทำให้ตัวอ่อนปะการังลงยึดเกาะพื้นได้ยากขึ้นเช่นกัน 

        ปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแนวปะการังในท้องทะเลไทยอย่างเด่นชัด ดังตัวอย่างกรณีศึกษาในหัวข้อต่อไปนี้ 

--> ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์
          - การพัฒนาชายฝั่ง
          - การปล่อยน้ำเสียลงทะเล
          - การขุดแร่ในทะเล
          - การทิ้งขยะลงในทะเล
          - การระเบิดปลาในแนวปะการัง
          - การใช้ยาเบื่อปลาในแนวปะการัง
          - การลักลอบเก็บปะการัง
          - การลักลอบรื้อปะการัง
          - การท่องเที่ยวในแนวปะารัง
          - การเดินเหยียบย่ำ พลิกปะการัง
          - การรั่วไหลของน้ำมันลงทะเล


--> ปัญหาที่เกิดจากธรรมชาติ
          - การเกิดปลาดาวหนามระบาด
          - พายุพัดทำลาย
          - คลื่นสึนามิ
          - การเกิดปะการังฟอกขาว



วันศุกร์, กรกฎาคม 25

ชายฝั่งในประเทศไทยและพื้นที่การกัดเซาะชายฝั่ง


       ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,148.23 กิโลเมตร ครอบคลุมจังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัดโดยชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย มีความยาว 2,055.18 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด และชายฝั่งทะเลด้านอันดามัน มีความยาว 1,093.14 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลรวม 6 จังหวัด (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2554) ปัจจุบันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นที่ยอมรับว่าต้องมีการเยียวยาอย่างเร่งด่วนเนื่องจากมีผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายฝั่งกว่า 12 ล้านคน และพื้นที่ชายฝั่งยังมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจหลายด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยว การอุตสาหกรรม การเกษตรกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การประมงชายฝั่ง ซึ่งสามารถสร้างอาชีพและรายได้ต่อชุมชนและประเทศอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วย ป่าชายเลน แนวปะการัง และหญ้าทะเลอีกด้วย 


         รัฐบาลได้เล็งเห็นสภาพปัญหาของการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทยจึงได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีปรึกษาหารือและมีมติให้ความเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งออกมา 3 มติ ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2553 สาระสำคัญมุ่งเน้นให้หน่วยงานต่างๆ ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการอย่างบูรณาการ ให้มีการศึกษาออกแบบโดยให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น การส่งเสริมการเรียนรู้ของทุกภาคส่วนและที่สำคัญ คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย จังหวัด องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สำหรับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้รับมอบหมายให้จัดตั้งหน่วยงานประสานงานหลักในการดำเนินงานตามแผนบูรณาการการแก้ไขปัญหารการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งปี 2554 - 2559





วันศุกร์, กรกฎาคม 18

ทรัพยากรป่าชายเลน

        ป่าชายเลน (Mangrove forest) คือ ระบบนิเวศที่ประกอบไปด้วยพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หลายชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงพบป่าชายเลนปรากฏอยู่ทั่วไปตามบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ ทะเลสาบ และ รอบเกาะแก่งต่างๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล พันธุ์ไม้ที่มีมากและมีบทบาทสำคัญที่สุดในป่าชายเลน คือ ไม้โกงกาง ป่าชายเลนจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ป่าโกงกาง 

        ความสำคัญและประโยชน์ของป่าชายเลน 
        ป่าชายเลนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของชายฝั่งทะเลและนับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า มหาศาลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ 

        • ป่าชายเลนเป็นแหล่งพลังงาน และแหล่งวัตถุดิบไม้ใช้สอยและก่อสร้างในครัวเรือน 
        แหล่งพลังงานที่สำคัญในป่าชายเลนได้มาจากถ่าน ไม้ป่าชายเลนที่นิยมนำมาเผาถ่านคือ ไม้ โกงกาง เพราะติดไฟทนทาน ไม่มีควัน ไม่ปะทุแตกไฟ ได้ก้อนถ่านสวยงาม ขายได้ราคาดี ปัจจุบัน ถ่านไม้โกงกางที่มีชื่อเสียง คือถ่านไม้โกงกางบ้านยี่สาร จ.สมุทรสงคราม นอกจากนี้ไม้ป่าชายเลนมีประโยชน์ใช้สอยและก่อสร้าง เช่น ไม้เสาเข็ม ไม้ค้ำยัน ไม้ ก่อสร้าง แพปลา อุปกรณ์การประมง เฟอร์นิเจอร์ ไม้หลายชนิดนำมาสกัดจะได้แทนนิน ใช้ทำน้ำ หมึก ทำสี ทำกาว ย้อมอวน ฟอกหนัง เป็นต้น

        • ป่าชายเลนเป็นแหล่งพืชผักและพืชสมุนไพร 
        พืชในป่าชายเลนสามารถนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้านจำนวน หลายชนิด เช่น ใบชะคราม ยอดเป้ง ยอดผักเบี้ยทะเล ต้นจากก็เป็นพืชป่าชายเลนอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำส่วนต่างๆ มาใช้ ประโยชน์ได้ คือ ใบนำมาทำเป็นตับมุงหลังคา ใบอ่อนสามารถนำมามวนบุหรี่ได้ น้ำจากยอดอ่อน นำมาทำน้ำตาลจากรสชาติดี ผลใช้กินเป็นของหวาน พืชในป่าชายเลนหลายชนิดนำมาใช้เป็นสมุนไพรได้ เช่น เหงือกปลาหมอ มะนาวผี ใช้ รักษาโรคผิวหนัง ผลของตะบูนขาวใช้รักษาโรคบิดและโรคท้องร่วงได้ รากตาตุ่มทะเลใช้แก้อักเสบ แก้ไข้ แก้คัน เป็นต้น 

        • ป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำ 
        เศษซากพืชหรือเศษไม้ใบไม้และส่วนต่างๆ ของไม้ป่าชายเลนที่ร่วงหล่นลงมา จะถูกย่อย สลายกลายอินทรียวัตถุ กระบวนการย่อยสลายของอินทรียวัตถุเหล่านี้จะทำให้เกิดสารอินทรีย์ที่ ละลายน้ำ เช่น กรดอะมิโน ซึ่งสาหร่ายและจุลินทรีย์ต่างๆ จะสามารถใช้เป็นอาหารได้ และ จุลินทรีย์เหล่านี้เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนต่อไป 

        • ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นที่หลบภัยและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ นานาชนิด 
        สัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิดได้ใช้ป่าชายเลนเป็นที่อยู่อาศัย และอนุบาลตัว อ่อนในบางช่วงของวงจรชีวิตของมัน เช่น ปลากะพงขาว ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากระบอก ปลา เก๋า กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หอยดำ หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยแครง และหอยกะพง ปูแสม ปูม้า แต่สัตว์น้ำบางชนิดอาจใช้ป่าชายเลนเป็นทั้งแหล่งเกิดและอาศัยจนเติบโตสืบพันธุ์ เช่นปูทะเล 

        • ป่าชายเลนช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียงโดยเฉพาะหญ้า ทะเลและปะการัง 
        ป่าชายเลนมีบทบาทในการรักษาสมดุลของธาตุอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ ทะเลชายฝั่งซึ่งจะส่งผลถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง 

        • ป่าชายเลนช่วยป้องกันดินพังทลายชายฝั่งทะเล 
        รากของต้นไม้ในป่าชายเลน นอกจากจะช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแล้ว ยังช่วย บรรเทาความเร็วจากกระแสน้ำลง ทำให้ทำให้ตะกอนที่แขวนลอยมากับน้ำทับถมเกิดเป็นแผ่นดิน งอกใหม่ เมื่อระยะเวลานาน ก็จะขยายออกไปในทะเลเกิดเป็นหาดเลน อันเหมาะสมแก่การเกิด ของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนต่อไป 

วันศุกร์, กรกฎาคม 11

Environment News : 1

30 มิถุนายน 2557
ที่มา พิมพ์ไทย
โดย
        นายฮาเล็ม เจะมาริกัน ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 (สงขลา) เปิดเผยถึงสภาพอากาศในพื้นที่จ.สตูล หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีหมอกควันที่เกิดจากการจุดเผาป่า เกาะสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซียว่า ในสัปดาห์หน้าทางกรมควบคุมมลพิษ จะส่งรถโมบายสำหรับตรวจวัดคุณภาพอากาศลงพื้นที่จ.สตูล เพื่อทำการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ที่เกิดจากฝุ่นของการเผาไหม้จากป่า 



 
พร้อมระบุว่าถ้าประเมินจากการวัดคุณภาพอากาศหมอกควันที่สถานีอ.หาดใหญ่อยู่ที่ 70ไมโครกรัม และพื้นที่ใกล้เคียงอ.หาดใหญ่ 40ไมโครกรัม ก็คาดว่าที่ในพื้นที่จ.สตูล ก็ไม่น่าจะเกิน100 ไมโครกรัม ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ที่ยังไม่มีผลต่อสุขภาพ เพราะเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 120 ไมโครกรัม แต่หากเกิน 120 ไมโครกรัมถือว่ามีผลต่อสุขภาพและระบบหายใจ 
        ทั้งนี้จากการตรวจสอบพื้นที่จุดที่มีการเผาล่าสุดประมาณ 37 จุด ลดลงจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีจุดเผาไหม้ 100 กว่าจุด หลังจากนั้นก็ลดลงมาเรื่อยๆ และปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 61 จุดอีกครั้ง ก่อนจะปรับลดลงมาเหลือ 37 จุดเมื่อวานนี้ (28 มิ.ย.) และแม้ว่าปริมาณฝุ่นละอองในอากาศขณะนี้จะยังไม่เกินค่ามาตรฐานก็ตาม แต่ก็ได้แจ้งไปยังจังหวัดให้แจ้งเตือนประชาชนสวมหน้ากากหากต้องออกจากบ้าน 
        
        นายฮาเล็ม กล่าวว่า เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (2556) จะพบว่าจำนวนจุดเผาไหม้ป่าเกาะสุมาตราเกิดขึ้นกว่า 200 จุด ซึ่งในครั้งผลการวัดคุณภาพอากาศพบว่าปริมาณฝุ่นละอองอยู่ที่ 128-130 ไมโครกรัม ถือว่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้ต้องมีมาตรการต่างๆออกมา ส่วนระยะเวลาในการเฝ้าระวังหมอกควันจากเกาะสุมาตราเหนือ อินโดนีเซีย จะอยู่ในช่วงปลายเดือนมิ.ย.ปลายเดือนส.ค. ที่ต้องเฝ้าระวังหมอกควันจากอินโดนีเซีย 

        "ช่วงนี้เขาเรียกว่าช่วง 100 วันอันตราย เป็นช่วงหน้าแล้ว และมีการเผาป่าในเกาะสุมาตราเหนือ อินโดนีเซียทุกปี โดยแต่ละปีการพัดหมอดควันเข้ามาทางจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง จะเข้ามา 2 ทางคือ ทางฝั่งอ่าวไทย อ.เบตงจ.ยะลา หรือจ.นราธิวาส และทางฝั่งอันดามัน จ.สตูล ขึ้นอยู่กับกระแสลมที่พัดมาในช่วงดังกล่าว ปีนี้พัดเข้ามาทางจ.สตูล" ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 สงขลา กล่าว 


ที่มา : http://www.en.mahidol.ac.th/thai/news/

วันศุกร์, กรกฎาคม 4

การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ



>> เส้นทางการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ
            ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้านป่าไม้และน้ำ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนแหล่งผลิตและเก็บกักน้ำธรรมชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำลำธารปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เอ็กโก กรุ๊ป จึงมุ่งหวังจะกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ สนับสนุนการอนุรักษ์ผืนป่าไว้อย่างยั่งยืนเพื่ออนุชนรุ่นหลัง โดยจัดโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อร่วมรณรงค์เสริมสร้างจิตสำนึกการรักษาพื้นที่ “ป่าต้นน้ำ” ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2552 ได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ศึกษาธรรมชาติและกิจกรรมปลูกจิตสำนึกต่างๆ ดังนี้





มูลนิธิไทยรักษ์ป่า…เครือข่ายการอนุรักษ์ “ป่าต้นน้ำ” ให้คงอยู่ย่างยั่งยืน
            มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ก่อตั้งขึ้นจากเจตนารมณ์ของเอ็กโก กรุ๊ปและกรมป่าไม้ ที่จะร่วมกันสืบสานงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  โดยทุนเริ่มต้นจำนวน 10,000,000 บาท ได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและได้พระราชทานคืนเพื่อให้จัดตั้งมูลนิธิฯ 
            มูลนิธิไทยรักษ์ป่าเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2550  เพื่อสานต่อการดำเนินงานอนุรักษ์ ป่าไม้ต้นน้ำลำธารทั่วประเทศไทย ทั้งทางด้านการป้องกัน การสร้างจิตสำนึก การสร้างเครือข่ายแนวร่วม ตลอดจนการศึกษาค้นคว้าวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ อาทิ โครงการโรงเรียนไทยรักษ์ป่า สำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน โครงการหมู่บ้านไทยรักษ์ป่า สำหรับชุมชน โครงการกองทุนไทยรักษ์ป่า สำหรับหน่วยงานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์  และโครงการจัดทำสื่อและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ สำหรับประชาชนทั่วไป   


วันศุกร์, มิถุนายน 27

มลพิษทางอากาศ





สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศที่สําคัญมีดังนี้

         1. ยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ รถยนต์เป็นแหล่งก่อปัญหาอากาศเสียมากที่สุด สารที่ออกจาก รถยนต์ที่สําคัญได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของไนโตรเจน และของกํามะถัน สารพวกไฮโดรคาร์บอนนั้น ประมาณ 55 % ออกมาจากทอไอเสีย 25 % ออกมาจากห้องเพลา ข้อเหวี่ยง และอีก 20 % เกิดจากการระเหยในคาร์บูเรเตอร์ และถังเชื้อเพลิง ออกไซด์ของไนโตรเจนคือ ไนตริกออกไซด์ (NO) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และไน ตรัสออกไซด์ (N2O) เกือบทั้งหมดออกมาจากท่อไอเสีย เป็นพิษต่อมนุษย์โดยตรง นอกจากนี้สารตะกั่วในน้ำมันเบนซินชนิดซุปเปอร์ยังเพิ่มปริมาณตะกั่วในอากาศอีกด้วย
         2. ควันไฟ และก๊าซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
             - จากโรงงานผลิตสารเคมี ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมัน โรงผลิตไฟฟ้า โรงงานทําเบียร์ โรงงาน สุรา โรงงานน้ำตาล โรงงานกระดาษ โรงงานถลุงแร่ โรงงานย้อมผ้า โรงงานทําแก้ว โรงงานผลิตหลอดไฟ โรงงานผลิตปุ๋ย และโรงงานผลิตกรด
             - พลังงานที่เกิดจากสารเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทําให้เพิ่มสาร ต่าง ๆ ในอากาศ อาทิ สารไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ ออกไซด์ของไนโตรเจน และ กํามะถันในบรรยากาศ
         3. แหล่งกําเนิดฝุ่นละอองต่าง ๆ ได้แก่ บริเวณที่กําลังก่อสร้าง โรงงานทําปูนซีเมนต์ โรงงาน โม่หิน โรงงานทอผ้า โรงงานผลิตโซดาไฟ เหมืองแร่ เตาเผาถ่าน โรงค้าถ่าน เมรุเผาศพ
         4. แหล่งหมักหมมของสิ่งปฏิกูล ได้แก่ เศษอาหาร และขยะมูลฝอย
         5. ควันไฟจากการเผาป่า เผาไร่นา และจากบุหรี่
         6. การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ก่อให้เกิดละอองกัมมันตรังสี
         7. การตรวจและรักษาทางรังสีวิทยา การใช้เรดิโอไอโซโทป ที่ขาดมาตรการที่ถูกต้องในการ ป้องกันสภาวะอากาศเสีย
         8. อากาศเสียที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ไฟป่า กัมมันตรังสีที่เกิดตามธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น ความเป็นพิษเนื่องจากสาเหตุข้อนี้ค่อนข้าง น้อยมาก เนื่องจากต้นกําเนิดอยู่ไกล จึงเข้าสู่สภาวะแวดล้อมของมนุษย์และสัตว์ได้น้อย





ที่มา : http://www.rmuti.ac.th/user/thanyaphak/

วันศุกร์, มิถุนายน 20

10 วิธีการอนุรักษ์ธรรมชาติ


             1. รักษารถยนต์ ด้วยการเปลี่ยนไส้กรอง ไส้กรองอากาศที่สกปรกจะทำให้การไหลของอากาศที่สะอาดทำได้น้อยลง มีผลต่อการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ด้วย
             2. ควรใช้ผ้าแทนการใช้กระดาษทิชชู
             3. ใช้ถุงผ้าแทนการใช้ถุงพลาสติก
             4. ทิ้งขยะเป็นที่เป็นทาง ควรทิ้งขยะให้ลงถังขยะ
             5. ช่วยกันปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น
             6. ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า
             7. ไม่เปิดน้ำ และไฟฟ้าทิ้งไว้โดยไร้ประโยชน์
             8. ไม่ทิ้งน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลอง
             9. ควรทานอาหารให้หมดจาน
            10. ไม่ควรเผาขยะหรือเศษไม้ศษหญ้า





ที่มา : https://sites.google.com/site/rakthrrmchatilovenature/

วันศุกร์, มิถุนายน 13

ปัญหามลพิษทางน้ำ



          น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตมนุษย์ นอกเหนือจากการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันแล้ว น้ำยังมีบทบาทสูงในการรังสรรค์อารยะธรรมความมั่นคงและมั่งคั่งของสังคม มนุษย์ชาติได้ประโยชน์มหาศาลจากทรัพยากรน้ำมาโดยตลอด แต่ในปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนน้ำ และการเกิดมลพิษทางน้ำ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะเนื่องจากผู้ใช้น้ำส่วนใหญ่ขาดความรับรู้และจิตสำนึกรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้สถานการณ์ของทรัพยากรน้ำอาจเกิดปัญหาใหญ่ถึงขั้นวิกฤติโดยเฉพาะในด้านการขาดแคลนน้ำทั้งนี้เนื่องจาก 
                -  แนวโน้มที่จะเกิดภัยแล้งมากขึ้น
                - 
น้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ มีคุณภาพลดลง
                - 
การใช้น้ำฟุ่มเฟือยในกิจการต่าง ๆ อันได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การใช้น้ำในครัวเรือนและธุรกิจ บริการต่าง ๆ


แหล่งกำเนิดน้ำเสีย 

                น้ำเสียจากชุมชนได้แก่ น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชน น้ำเสียนี้มีสกปรกในรูปของสารอินทรีย์สูงน้ำเสียจากอุตสาหกรรม ได้แก่ น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการล้างวัตถุดิบกระบวนการผลิตจนถึงการทำความสะอาดโรงงานรวมทั้งน้ำเสียที่ยังไม่ได้รับการบำบัดหรือน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วแต่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานน้ำทิ้งอุตสาหกรรมองค์ประกอบของน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอัตราการไหลของน้ำทิ้ง ประเภทและขนาดของโรงงาน น้ำเสียจากเกษตรกรรมได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมทางการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ น้ำเสียจากการเพาะปลูกจะมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัสโปแตสเซียม และสารพิษต่างๆ ในปริมาณสูงส่วนน้ำเสียจากการ

เลี้ยงสัตว์จะพบสิ่งสกปรกในรูปของสารอินทรีย์เป็นส่วนมาก

วันศุกร์, มิถุนายน 6

สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม.



       สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาตินับวันแต่จะถูกทำลายลงไปเรื่อย ๆ โดยที่สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและสูญเสียได้ 3 ทาง คือ (ราตรี ภารา, 2540)
              1. มนุษย์
              2. สัตว์และโรคต่าง ๆ
              3. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ
       ซึ่งการสูญเสียเนื่องจากมนุษย์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เนื่องจากสาเหตุต่อไปนี้

        ปัจจุบัน การเพิ่มของประชากรโดยเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น การที่ประชากรเพิ่มจำนวนมากขึ้น หมายถึง ความต้องการในการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิตขั้นต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นด้วย (สุพจน์ แสงมณี, 2546) ทำให้เกิดผลต่าง ๆ ตามมา ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ทำกินทางการเกษตร จนมีการบุกรุกทำลายป่า ทำให้เกิดเสียสมดุลทางธรรมชาติ อีกทั้งความต้องการในการใช้ ทรัพยากรอื่น ๆ มากขึ้นเช่น น้ำ แร่ธาตุ พลังงานอากาศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพบว่ามีอัตราการเพิ่มของประชากรมาก ขึ้นในแต่ละปี เป็นสาเหตุสำคัญที่ที่ทำให้การใช้ทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นและเป็นผลให้จำนวน ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามมา



    การขยายตัวของชุมชนหรือเมือง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติต่างๆ ด้วย เนื่องจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดปัญหาการขาดการวางแผนการวางผังเมืองไว้ล่วง หน้า ทำให้เกิดปัญหาขึ้นอีกทั้งการขยายตัว ของเมือง ปกติแล้วจะเกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกิดขึ้นด้วย และในขั้นตอนต่าง ๆ ของโรงงานอุตสาหกรรมถ้าหากขาดการวางแผน และการควบคุมที่ดีก็จะส่งผลต่าง ๆ ต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย


        เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำมาใช้ในทางการผลิตด้านการเกษตร โดยการใช้สารเคมีต่าง ๆ เช่น ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงทำให้เกิดการตกค้าง ของสารเหล่านี้ในดิน และอาจขยายไปสู่แหล่งน้ำและแหล่งต่าง ๆ ในระบบนิเวศ จนเกิดผลต่าง ๆ ตามมา รวมถึงเกิดการสะสม ในสายใยอาหารทางด้านอุตสาหกรรม สารที่ใช้ในกระบวนการผลิตและสารที่เป็นผลเกิดจากกระบวนการผลิต เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู เป็นต้น จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและมีขั้นตอนการกำจัดส่วนที่ตกค้าง ( Residuals ) ให้หมดสิ้นไปได้ยาก และจะเกิดผลกระทบต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย